ฮัลโหลลล....วันนี้นังพลอยมิได้มาอัพตอนใหม่แต่อย่างใด แต่ใครที่ได้เข้ามาอ่าน Revenge ใน Dek-D

ช่วงเวลานี้คงเห็นแล้วใช่ไหมค่ะว่ามันถูกแบน น่าจะประมาณช่วงบ่ายวันนี้ (11/12/09) เพราะตอนเช้า

พลอยเปิดมันยังไม่โดน แต่เปิดมาตอนเย็นเห็นตัวแดงแป๊ดแข่งกับบีจีเลยทีเดียว หรืออันที่จริงคือโดน

กลืนอยู่หน่อยๆ นี่ถ้าพลอยเปลี่ยนบีจีเป็นสีแดงเลยมันจะหายไปไหมค่ะ 555

 

Photobucket  

 

เอาล่ะ...ว่ากันด้วยเรื่องความรู้สึกกันสักหน่อย ไม่รู้ว่าคนอื่นตอนถูกแบนเนี่ยเป็นยังไง

 

แต่สำหรับพลอย....ดีใจมากกกกก อารมณ์แบบว่า

 

เฮ้ยยย...เรื่องที่คนอ่านก็สุดแสนจะน้อย แถมคนแต่งไม่ถนัดฉาก NC มันยังถูกแบนได้เลยเว้ยเฮ้ย

ฟิคตรูดังแล้วววว!!!!

 

ถึงกับลัลล้าโทรไปหานังเมทที่รักอย่างอารมณ์ดี

 

ฟิคตรูโดนแบนแล้วเว้ยยย ป่ะ!ได้เวลากินเค้กฉลองแล้วววว

 

(เสมือนรอมานาน เห็นชาวบ้านเค้าแดงแล้วแบบอิจฉาอ่ะ ไม่เคยแดงเหมือนเขาสักที)

ก็เป็นเรื่องเฮฮากันไป เอาจริงๆพลอยไม่ได้ซีเรียสกับการโดนแบนนะ

เห็นแล้วขำๆ  อารมณ์เป็นเช่นด้านบนนั่นแหละ

 

 

ทีนี้ขอนอกเรื่องซะหน่อย เห็นชื่อผู้แบนเราแล้วแอบขำ littleyusung  

ตอนอ่านผ่านๆนังพลอยเห็นเป็นเยซองค่ะ

(แอบคิดในใจ พี่แกเคืองที่พลอยให้เย่เป็นตัวร้ายป่าวฟะ 555) แต่ดูแล้วคงไม่ใช่....

 

 

Photobucket

 

 

และทีนี้ปัญหาของเราๆคือการจะหาอ่านที่ไหน...?

 

คำตอบของพลอยคือที่นี่ค่ะ (เลื่อนลงอ่านข้างล่างเลย)

ปล.พลอยจะลงไว้แค่ NC ยุนแจล่าสุดแค่นั้นนะค่ะ

(ตอนอื่นขี้เกียจเพราะมันยาว ส่วน NC ปาร์คมิน เขายังไม่แบนพลอยขอยังไม่ลงก็แล้วกัน)

>

>

>

Title :: Revenge,The Dark Way

Author :: Sakura_JJ

Category :: Tragedy Drama

Pairing :: YunJae, Yusoo(Min), KiHae, Kyumin, Wonteuk

Sakura's talk :: อนึ่ง...เนื่องจาก revenge ตอนนี้ถูกแบนในเด็กดีจึงมาลงที่นี่ให้อ่านฉบับเต็มแทน เพราะที่เด็กดีพลอยลบฉากนี้ออกไปแล้วค่ะ ^^

 

ปล.จำนวนตอนของเด็กดีและที่อื่นๆจะไม่เท่ากันค่ะ ที่เด็กดีจะมากกว่า 1 ตอนเพราะนับ intro รวมไปด้วย

 

.

 

.

 

.

"จะฆ่า..ฉัน.หรือไง" เสียงหวานขาดหายเป็นช่วงๆ เนื่องจากหายใจไม่ทันรีบว่าประชดใส่ร่างสูงทันทีที่พอจะพูดได้ แต่ตัวคนถูกต่อว่ายังยิ้มกริ่มอย่างไม่สะทกสะท้านกับข้อกล่าวหาที่ดูจะรุนแรงเกินจริงไปนิด มือใหญ่ยกขึ้นทาบกับแผ่นหลังบางดันให้เข้ามาแนบชิดกันยิ่งขึ้น ใบหน้าคมโน้มลงไปอยู่ข้างใบหูที่ซ่อนอยู่ในไรผม ใกล้จนแจจุงได้ยินเสียงลมหายใจของชายหนุ่มอย่างชัดเจน

 

 

"ฉันรักนายนะ" เสียงนุ่มกระซิบคำรักหวานระรื่นหูแล้วประทับริมฝีปากอุ่นสัมผัสกับใบหูนิ่มไล้เลื้อยลงมาที่เรียวคองามระหง สัมผัสแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอเรียกเสียงอื้ออึงวาบหวามกระตุ้นอารมณ์ให้เริ่มเตลิดไปไกลจนเผลอเชิดหน้าขึ้นขณะที่ร่างสูงก็ค่อยๆโน้มตัวร่างบางให้ลงนอนกับฟูกที่นอนนุ่ม เปลือกตาบางเลื่อนปิดลงอย่างเสียไม่ได้

 

 

"ถะ...ถ้าเจ็บล่ะก็ ฉันฆ่านายแน่...อื๊อ!" ถ้อยคำขู่เสียงหวานไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มเกรงกลัวสักเท่าไหร่ ริมฝีปากหยักกลับยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะมอบจูบรสละมุนครั้งใหม่ให้ เรียวลิ้นร้อนไล้ผ่านริมฝีปากบางก่อนจะบดเบียดเข้าหา ความหอมหวานแผ่วเบาสลับกับหนักหน่วงราวกับจะจงใจไล่ต้อนให้ร่างบางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขน จากนั้นจึงละไล้ลงมาสัมผัสกับเรียวคอขาวคลอเคลียอยู่ไม่ห่างทั้งที่มือใหญ่กำลังปลดกระดุมเสื้อของร่างบางทีละเม็ดโดยที่ผู้เป็นเจ้าของไม่ทันได้รู้ตัวแล้วลูบไล้ไปตามผิวเนียนละเอียด นิ้วเรียวแกล้งแตะผ่านยอดอกสีสดเรียกเสียงครางฮือแผ่วเบาจากเรียวปากสวยที่แอ่นรับสัมผัสอย่างเผลอตัว ปลายนิ้วทั้งสองจิกกำผ้าปูที่นอนจนยับยู่ยี่ระบายอารมณ์

 

 

"ยุนโฮ?" เสียงหวานจากริมฝีปากสีกุหลาบแรกแย้มที่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างนึกสงสัย เมื่อสัมผัสวาบหวามที่รุกรานร่างกายเขากลับหยุดลงเสียดื้อๆ เปลือกตาบางปรือขึ้นมองหาสาเหตุ ใบหน้าคมคลี่ยิ้มให้เจ้าของดวงตาสีนิล ขณะที่มือก็ถอดเสื้อของตัวเองออกตามมาด้วยเสื้อกล้ามสีขาวข้างใน เผยให้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าที่มีกล้ามเนื้อสมส่วนชวนให้คนมองยิ่งอายหนัก แก้มเนียนใสแดงก่ำร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้าจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง

 

 

สายตาแพรวพราวของชายหนุ่มจดจ้องอาการของร่างบางด้วยความหลงใหล มือใหญ่ช้อนเอวบางขึ้นแล้วใช้มืออีกข้างปลดเสื้อตัวบางออกให้พ้นทาง ยุนโฮจึงได้เห็นผิวกายขาวนวลละเอียดได้อย่างเต็มตา ชายหนุ่มโน้มตัวลงพรมจูบผิวกายอันยั่วยวนสายตานั้นอย่างรักใคร่ รอยจ้ำจากการดูดดึงและขบเม้มผะแผ่วแต่งแต้มไปทั่วผิวกาย เสียงครางหวานหูดังมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ยิ่งปลุกปั่นอารมณ์ของร่างสูงมากขึ้น

 

 

ปลายลิ้นชุ่มชื้นลากผ่านหน้าท้องแบนราบและไล้วนรอบสะดือสวย พร้อมกันกับมือที่เลื่อนไปล่นกางเกงยีนส์ของแจจุงลงไปกองไว้ที่ปลายเตียง ก่อนจะแทรกตัวเข้าหาร่างที่นอนอยู่เบื้องล่างแล้วเอื้อมมือไปกอบกุมส่วนอ่อนไหวนั้น

 

 

"อา อ๊ะ...อื้ออออ." เรียวขาบางแยกออกให้ชายหนุ่มแนบกายเข้ามามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว สะโพกสวยยกตามจังหวะชักนำของร่างสูง ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาคู่สวยหลับตาแน่นด้วยความอายจนไม่กล้าจะลืมตามองกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ถูกปลุกเร้า ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้จักที่ทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

 

 

"ยะ..ยุนโฮ...อะ อ๊า" ร่างบางหวีดร้องเสียงหวานเมื่อได้ปลดปล่อย ปลายนิ้วเรียวที่แตะต้องส่วนอ่อนไหวปาดของเหลวขุ่นไปป้ายที่ปากทางด้านหลัง นัยน์ตาคมเหลือบขึ้นมองใบหน้าสวยหวานที่หลับตาแน่น ลมหายใจถี่แรง ผิวแก้มเนียนแดงจัดตามอุณหภูมิของอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น ริมฝีปากหยักโน้มลงจูบเรียวปากบางที่เผยอขึ้นเล็กน้อยจากการหอบ มือข้างหนึ่งสอดประคองลำคอสวยให้ตอบรับกับรสสัมผัสหนักหน่วง จูบที่เร่าร้อนรุนแรงพาให้สมองของแจจุงเริ่มพร่ามัวมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่รู้สึกถึงมือใหญ่ที่บีบคลึงเนินสะโพกนิ่มไล่ไปจนถึงช่องทางด้านหลัง นิ้วเรียวยาวกดเข้าไปข้างในอย่างช้าๆ

 

 

"อื๊อ!!" ร่างบางสะดุ้งเฮือกผวากายโผกอดร่างสูงเมื่อร่างกายไม่คุ้นเคยกับการถูกรุกราน แจจุงกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ฟันคมจิกลงบนริมฝีปากตัวเองสะกดกลั้นความรู้สึก

 

 

"ไว้เสร็จแล้ว นายจะฆ่าฉันก็ได้นะ..." น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถ้อยคำปลอบโยนติดตลกที่ทำเอาร่างบางแทบจะลืมเจ็บ นัยน์ตาคู่สวยถลึงมองอย่างเอาเรื่อง ยุนโฮหัวเราะอาการแบบนั้นของแม่นางพญาคนสวย ก่อนกดจูบหนักๆไปที่ริมฝีปากบางห้ามไม่ให้แจจุงกัดปากตัวเองอีกพร้อมกันกับนิ้วที่ฝังตัวอยู่ข้างในเริ่มขยับและเพิ่มจำนวนขึ้นหลังจากช่องทางแคบนั้นเริ่มปรับตัวได้

 

 

"อืออ.." เพราะริมฝีปากถูกช่วงชิงความหอมหวาน เสียงร้องครางจึงกลายเป็นเพียงแค่เสียงที่ดังในลำคอเบาๆ แจจุงปล่อยตัวไปกับการโหมอารมณ์ของร่างสูงอย่างไร้ความสามารถจะต้านทาน เรือนกายด้านล่างสั่นสะท้านจนต้องจิกปลายเท้าลงบนที่นอนนุ่ม ส่วนแข็งขึงของอีกฝ่ายเสียดสีท้องน้อยให้รู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว

 

 

"....อ.....ย.."

 

 

"หืม?"

 

 

"ฉัน..ต้องการนาย" เสียงหวานเรียกร้องแผ่วเบาที่ริมหู ผิวแก้มเนียนแดงซ่าน ร่างบางรู้สึกราวกับใบหน้ากำลังลุกเป็นไฟ อาย...เสียจนไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน แต่คนฟังกลับตีหน้าตายแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินซะอย่างนั้น

 

 

"อะไรนะ?"

 

 

"ยะ...อย่าให้ต้องพูด..ซ้ำ..นะ อ๊ะ!" น้ำเสียงท้ายประโยคเริ่มตะกุกตะกักเมื่อปลายนิ้วเรียวที่ค้างไว้ถูกชักออกอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่ายุนโฮปลดกางเกงขายาวของตัวเองออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทันทีที่สิ้นเสียงหวานแกนกายร้อนระอุค่อยๆเคลื่อนเข้าไปในช่องทางคับแคบอย่างระมัดระวังพยายามสร้างความเจ็บปวดให้ร่างบางน้อยที่สุด แต่ถึงกระนั้นหยดน้ำใสก็ยังปริ่มที่ขอบตาเรียวสวย

 

 

"ไหวไหม?" ริมฝีปากอุ่นจูบซับน้ำอุ่นบนผิวแก้มนุ่มอย่างแผ่วเบา ดวงหน้าสวยพราวไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ แจจุงพยักหน้ารับช้าๆขณะสองแขนเรียวโอบแผ่นหลังกว้างไว้เป็นหลักยึดเหนี่ยว

 

 

"ระ เริ่ม...เลยเถอะ" ทั้งๆที่เจ็บจนแทบจะพูดไม่ออกแต่แจจุงก็รู้ว่าชายหนุ่มกำลังใช้ความอดทนอย่างหนัก ถึงได้ยอมอนุญาตแต่ทันทีที่แรงกระแทกครั้งแรกส่งผ่านมาถึง ร่างบางก็มุ่ยหน้ากัดริมฝีปากตัวเองอีกครั้ง ยุนโฮซึ่งสังเกตท่าทีของแจจุงไม่วางตากระซิบปลอบด้วยสุ้มเสียงละมุน

 

 

"อย่าเกร็งนะคนดี" เสียงทุ้มกระซิบปลอบชิดใบหูนิ่ม ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดช่วยให้ร่างกายสะท้านไหวจนลืมความเจ็บแสบที่เบื้องล่างได้ชั่วขณะ ก่อนการเคลื่อนไหวจะเริ่มต้นอีกครั้ง รสสัมผัสของความเจ็บปวดค่อยๆทุเลาลงและจางหายไปแปรเปลี่ยนเป็นความสุขที่ไม่เคยได้รับ แจจุงหลับตารับรสสัมผัสอบอุ่นครั้งแล้วครั้งเล่าของยุนโฮด้วยความรู้สึกเต็มตื้น ความอ่อนโยนที่ชายหนุ่มส่งมาให้แผ่ซ่านไปทุกส่วนของร่างกายและหัวใจ สัมผัสรุนแรงเร้าร้อนแต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนหล่อหลอมให้ร่างทั้งสองกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน บรรยากาศทั้งห้องอบอวลไปด้วยลมหายใจและกลิ่นไอแห่งรัก

 

 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครใส่ใจเพราะกว่าบทรักครั้งนี้จะสิ้นสุดลงก็ดึกมากแล้ว นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองร่างบางที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน ศีรษะกลมมนใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งของชายหนุ่มแทนหมอน ดวงหนาเรียวซุกลงกับแผ่นอกกว้าง ดวงตาคู่สวยหลับพริ้มพร้อมกับลมหายใจแผ่วบางเป็นจังหวะสม่ำเสมอราว

 

 

"ราตรีสวัสดิ์ครับ ที่รัก" ยุนโฮก้มลงกระซิบถ้อยคำหวานแผ่วเบาข้างใบหูนิ่มแล้วกดจมูกลงกับขมับของอีกฝ่ายเบาๆ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้าเรียวสวยออกให้มองเห็นเสี้ยวความงดงามที่ติดตรึงอยู่ในใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกัน ชายหนุ่มกระชับวงแขนกอดร่างบางให้แนบแน่นขึ้นบอกตัวเองให้จดจำความรู้สึกเวลาที่มีร่างบางอยู่ในอ้อมกอด...ก่อนที่จะไม่มีกันอีกต่อไป

 

 

ถ้าสามารถขัดขวางไม่ให้วันพรุ่งนี้มาถึงได้

ถ้าสามารถทำให้เวลาหยุดอยู่ตรงนี้ได้

ถ้าสามารถห้ามไม่ให้แจจุงไปได้

ถ้าทำได้ละก็...

 

 

.

.

.

 

 

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกใสริมระเบียงเข้ามาในห้องปลุกร่างบอบบางที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม แพขนตาหนาขยับช้าๆ ก่อนจะกระพริบถี่ขึ้นเพื่อปรับสายตาให้รับกับแสงยามเช้า นัยน์ตาสีนิลมองเจ้าของวงแขนที่แสนอบอุ่นและอ่อนโยน ใบหน้าคมยังคงมีเสน่ห์แม้ในยามหลับใหลอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งนิ้ว ลมหายใจอุ่นๆของร่างสูงปะทะผิวแก้มขาวเป็นจังหวะ กลีบปากบางแย้มยิ้มก่อนจะจางหายไปเมื่อนัยน์ตาคู่สวยเบือนมองดูแสงสว่างเบื้องนอกด้วยแววตาเศร้า

 

 

เคยมีคนบอกไว้ว่าแสงอาทิตย์ คือ สัญลักษณ์ของ ‘การเริ่มต้น' แต่สำหรับเขาในตอนนี้แล้วมันคือสัญลักษณ์ของ ‘การลาจาก' เสียมากกว่า และแล้วห้วงความคิดของร่างบางก็ต้องหยุดลงเมื่อร่างสูงเจ้าของอ้อมกอดยื่นหน้าเข้ามาใกล้ตามด้วยสัมผัสแผ่วบางคลอเคลียที่แก้ม

 

 

"เจ็บมากไหม" น้ำเสียงทุ้มเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนถามพลางขยี้เส้นผมนุ่มของร่างบางเบาๆอย่างเอ็นดู

 

 

"ไม่เป็นไรหรอก" แจจุงยิ้มพลางสั่นหน้าปฏิเสธเหมือนเด็กๆอากัปกิริยาที่น่ารักเสียจนยุนโฮอดใจไม่ได้ต้องประทับริมฝีปากลงไปอีกครั้งบนกลีบปากบางที่แดงช้ำเพราะฝีมือของเขาเมื่อคืนนี้ สัมผัสอันนุ่มนวลอ่อนหวานแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู ให้ความสุขมากเสียจนแทบจะทะลักล้นออกมาข้างนอก

 

 

"ยังไม่ชินอีกเหรอ?" ยุนโฮถามหยอกแจจุงหลังจากถอนริมฝีปากออกมาแล้วเห็นผิวแก้มใสแดงไปจนถึงใบหู ร่างบางที่รู้ตัวว่าถูกแกล้งก็รีบลุกขึ้นพรวดพราดจะรีบหนีหน้าไปจากชายหนุ่ม

 

 

"ฉันจะไปอาบน้ำ!...อ๊ะ!!" ใบหน้าเรียวสวยก็นิ่วลงเพราะรู้สึกปวดไปหมดทั้งร่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถวช่วงล่างตั้งแต่สะโพกลงไป แจจุงหันขวับไปค้อนวงโตใส่คนเจ้าเล่ห์ที่ยิ้มร่าเริงซะจนน่าหมั่นไส้

 

 

"อาบด้วยกันเถอะ" ยุนโฮจัดแจงช้อนตัวแจจุงอย่างทะนุถนอม โดยที่ตัวนางพญาคนงามก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรนอกจากขยับปากบ่นอุบอิบไปตลอดทาง หากความคิดที่อยู่ในใจกลับสวนทางกับสิ่งที่พูดออกมาโดยสิ้นเชิง

 

...ถ้าเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไปคงดีไม่น้อยเลยนะ...

 

 

.

.

.

 

 

ทางด้านยูชอนที่ตื่นมาแต่เช้าหรือความจริงก็คือไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อคืนกำลังนั่งรออัจฉริยะแห่งกรมตำรวจที่แต่งตัวอยู่บนห้อง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องอยู่ที่รูปถ่ายของเขากับจุนซูในมือ มันคือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ชายหนุ่มคิดจะนำติดตัวไปด้วย ปลายนิ้วเรียวลูบใบหน้าคนในภาพส่งรอยยิ้มอ่อนหวานสดใสให้อย่างทะนุถนอม ก่อนจะต้องรีบสอดรูปใบนั้นเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดเป็นคิบอมที่เพิ่งจะกลับมานั่นเอง

 

 

"พี่จองซูว่าไงบ้าง?"

 

 

"เมื่อคืนหมอให้ยานอนหลับครับ เลย...เพิ่งได้บอกเมื่อเช้า" คิบอมเว้นจังหวะถอนหายใจเมื่อนึกถึงสีหน้าของนางฟ้าแห่งองค์กรตอนที่เขาบอกข่าวร้ายนั่นไป "กำหนดการณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ถ้าทำได้...ก็อยากให้เร็วหน่อย"

 

 

"อืม..."

 

 

"แล้วชางมินล่ะครับ" ถามถึงได้ไม่ทันไรคนที่พูดถึงก็เปิดประตูออกจากห้องพอดี ร่างโปร่งบางใช้ฝาผนังยันพยุงร่างแล้วค่อยๆเดินลงบันไดมา ดวงหน้าเรียวก้มลงต่ำหลบสายตาของคนทั้งคู่ที่รออยู่ข้างล่าง แต่เพราะการเดินที่ไม่มั่นคงทำท่าเหมือนจะล้มซะอยู่เรื่อยจนคิบอมคิดจะช่วยแต่ก็ยังไวไม่เท่าอีกคนที่ปราดเข้าไปประคองตัดหน้าอัจฉริยะหนุ่มซะก่อน

 

 

"เดินไม่ไหวทำไมไม่บอกล่ะ" น้ำเสียงทุ้มที่ดุเสียงเข้มห้วนทำให้คนเจ็บจำต้องก้มหน้าต่ำมากกว่าเดิมแล้วเอ่ยคำขอโทษอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ยูชอนถอนหายใจก่อนจะหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงโยนส่งให้กับคิบอม

"นายไปรอก่อนเดี๋ยวพี่ตามไป" อัจฉริยะหนุ่มแห่งองค์กรพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป ก่อนยูชอนจะจับร่างโปร่งบางให้หันมาทางตัวเอง มือใหญ่เชยคางเรียวให้เงยหน้าสบตาขึ้นหลังจากเจ้าตัวพยายามหันหนีไม่มองหน้าเขาอยู่นาน

 

 

"คิดอะไรอยู่?" ยูชอนรู้สึกว่าชางมินดูจะลังเลใจกับอะไรบางอย่างที่ชายหนุ่มเดาไม่ถูก แต่นั่นทำให้เขาไม่สบอารมณ์เลย ทั้งที่คิดว่าเจ้าตัวน่าจะดีใจที่ได้กลับไปแท้ๆ แต่ทำไมถึงดูเหมือนไม่มีความสุขเลยนะ

 

 

"ถึง...ถึงผมจะบอกเรื่องคุณกับพวกเขาไป ก็ไม่เป็นไรเหรอครับ?" นัยน์ตาสีน้ำผึ้งสั่นระริกด้วยความหวาดระแวง ชางมินไม่เข้าใจเลยจริงๆว่ายูชอนต้องการอะไรกันแน่ ทั้งที่ถ้ากลับไปที่หน่วยเขาก็ต้องถูกสอบสวนอย่างช่วยไม่ได้ แล้วจะให้เขาปิดปากเงียบได้ยังไงกัน...ถึงตอนนั้นผู้ชายคนนี้ไม่ตามไปฉีกร่างเขาถึงที่เลยหรือ แล้วแทนที่จะรอให้ถึงตอนนั้น...สู้ฆ่ากันให้ตายซะตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า

 

 

"ไม่เป็นไรหรอก อย่ากังวลไปเลย..." ยูชอนว่าพลางลูบหัวร่างโปร่งบางพร้อมกับเผยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำเอาชางมินถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก ก็ในเมื่อตลอดเวลาที่ถูกจับตัวมาเด็กหนุ่มไม่เคยเห็นยูชอนยิ้มแบบนี้ให้เห็นเลยสักครั้ง นอกจากบนภาพถ่ายที่อยู่ในห้องของเจ้าตัว

 

 

"แต่ว่า...."

 

 

"ไปเถอะ ฉันมีเวลาไม่มากนัก" ชางมินยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อยูชอนก็ว่าพลางคอยประคองร่างโปร่งบางไปตลอดทางเดินจนถึงโรงจอดรถ พอร์ชคันสวยถูกสตาร์ททิ้งไว้รออยู่โดยมีอัจฉริยะหนุ่มแห่งองค์กรนั่งอยู่ที่เบาะคู่กับคนขับ ยูชอนส่งชางมินที่เบาะหลัง ก่อนจะเดินกลับไปทำหน้าที่คนขับรถ

 

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองบ้านของตนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะขับออกไป ตลอดทางมีเพียงความเงียบงันที่เป็นบรรยากาศระหว่างกันภายในรถตั้งแต่คนขับไปจนถึงเด็กหนุ่มสองคนภายในรถไม่มีใครปริปากพูดอะไรกันเลย

 

 

คิบอมแอบหันไปมองร่างโปร่งบางที่เอนหลังพิงเบาะซบศีรษะกับกระจกหน้าต่างแล้วมองไปข้างนอกด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เด็กหนุ่มไม่ได้พูดคุยกับชางมินเลยแม้แต่ประโยคเดียวตั้งแต่วันที่กลับมาจากเรือควีนแมรี่คืนนั้น เจ้าของนัยน์ตาสีอำพันถอดใจที่จะสรรหาคำพูดใดๆมาทำลายความเงียบในตอนนี้ สุดท้ายก็ได้แต่มองไปยังทิวทัศน์เบื้องนอกที่คงคุ้นตาอัจฉริยะแห่งกรมตำรวจมากขึ้นทุกทีเพราะใกล้จะถึงที่หมายแล้ว

 

 

การเคลื่อนไหวของรถชะลอลงก่อนจะหยุดนิ่งเพื่อจอดในมุมลับตาที่อยู่ด้านหลังตึกศูนย์รักษาความปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ ประตูเหล็กด้านหลังอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะไม่เคยถูกใช้งานมันจึงไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร แต่ก็คงเป็นเรื่องดีที่ไม่มีใครให้ความสนใจ มันจึงกลายเป็นจุดนัดพบที่คิบอมนัดให้ดงแฮมารออยู่

 

 

อัจฉริยะหนุ่มแห่งองค์กรลงจากรถเป็นคนแรกแล้วตรงไปที่ประตูเหล็ก ก่อนเคาะแผ่นเหล็กที่เต็มไปด้วยสนิมสามครั้งเว้นจังหวะตามด้วยสองครั้งเป็นสัญญาณที่บอกให้ดงแฮรู้ว่าพวกเขามาถึงแล้ว ประตูเหล็กเก่าๆค่อยๆเปิดออกช้าๆพร้อมกับเสียงการเสียดสีกันของสนิมที่บานพับของประตู ขณะที่ยูชอนก็เพิ่งจะประคองร่างโปร่งบางลงจากรถ เรียวแขนผอมบางยกกอดตัวเองกันสายลมเย็นจัดที่พัดเข้าหา เสื้อผ้าที่ชางมินใส่คงจะบางเกินไปในสภาพอากาศเช่นนี้ ยูชอนจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองใส่ให้ชางมิน ก่อนจะไปที่ประตูซึ่งคนทั้งคู่กำลังรออยู่

 

 

"ระวังตัวด้วยนะ ฉันเป็นห่วง..." เสียงหวานกระซิบบอกอัจฉริยะหนุ่มผู้เป็นเจ้าของความอบอุ่นที่โอบกอดร่างของตน แต่คิบอมก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบให้ดงแฮสบายใจ วงแขนที่กอดเกี่ยวร่างเล็กคลายลงไปอยู่ข้างตัว ตอนที่ยูชอนพาชางมินมาถึงพอดี

 

 

"ดูแลตัวเองด้วยนะ" คิบอมว่าพลางหันไปสวมกอดร่างโปร่งบางอย่างรวดเร็วเสียจนเจ้าตัวตั้งหลักไม่ทันด้วยความตกใจไม่คิดว่าคิบอมจะทำแบบนี้ การกระทำของอดีตเพื่อนรักเรียกความชุ่มชื้นในดวงตาของคนที่ถูกกอดอย่างง่ายดาย

 

 

 

...อย่าทำแบบนี้สิ แล้วฉันจะโกรธนายลงได้ยังไง คิบอม...

 

 

 

"รีบไปเถอะ..." ดงแฮแตะแผ่นหลังของคนรักเตือนให้รู้ว่าพวกเขามีเวลาไม่มากนัก คิบอมส่งเสียงรับในลำคอ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้คนเป็นพี่ มือใหญ่ที่ประคองเอวบางจึงค่อยๆเลื่อนลงปลดปล่อยให้ร่างโปร่งบางเป็นอิสระ ดงแฮเข้ามาพยุงชางมินต่อจากยูชอนแล้วเดินเข้าไปด้านใน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก็มองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ไปอย่างไม่วางตา ก่อนจะก้มลงมองมือตัวเองที่ยังรู้สึกถึงไออุ่นของร่างที่เขาเพิ่งปล่อยไป

 

 

สาบานได้...ว่าเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นที่ยูชอนเกิดเปลี่ยนใจ ไม่อยากจะปล่อยมือ ไม่อยากจะส่งเทวดาผู้บอบช้ำนี้ให้กับใคร...

 

 

"ไปรับแจจุงกันเถอะ" ยูชอนหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถอย่างไม่คิดจะหันกลับไปมองอีกเลย เสียงเครื่องยนต์ที่เคลื่อนตัวออกไปเรียกให้ร่างโปร่งบางหยุดเดินและเหลียวหลังกลับไปมองตามจนสุดสายตา มือเรียวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมก่อนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างใน นัยน์ตาสีน้ำผึ้งก้มลองมองพร้อมกับมือที่หยิบสิ่งนั้นขึ้นมา...รูปถ่ายของยูชอนและจุนซู ก่อนเจ้าตัวจะรีบเก็บมันลงที่เดิมไม่ให้ดงแฮเห็นทั้งที่ไม่มีเหตุผลจะต้องซ่อนมันเลยสักนิด

 

 

"นายโกรธฉันหรือเปล่า?" ดงแฮเห็นชางมินทำท่าแปลกๆก็นึกว่าร่างโปร่งคงโกรธตน ร่างเล็กรู้ตัวดีว่าการที่เขาทำแบบนี้ก็เหมือนเป็นการทรยศต่อชางมินอยู่กลายๆ น้ำเสียงที่เอ่ยถามแสดงให้รู้ว่าเจ้าตัวรู้สึกผิดไม่น้อย แต่อัจฉริยะหนุ่มกลับไม่ยอมพูดตอบสิ่งใดเลยเอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ ปฏิกิริยาที่ทำให้ดงแฮได้แต่ถอนหายใจแล้วรีบพาชางมินเข้าไปด้านในตัวตึก

 

 

.

.

.

 

 

ท้องถนนใจกลางเมืองดูโล่งกว่าปกติคงเพราะเป็นเวลาเช้าตรู่ของสุดสัปดาห์ รถคันหรูแล่นไปตามเส้นทางอย่างเงียบเชียบไม่ต่างอะไรกับบรรยากาศภายในรถที่เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เมื่อใกล้ถึงที่หมายยุนโฮก็ค่อยๆชะลอความเร็วของรถลง เสียงเครื่องยนต์เงียบลงไปพร้อมกับปลายเท้าที่แตะพื้น

เงาร่างสีอ่อนของคนทั้งสองฉายลงบนพื้นหิน ทั้งคู่เดินเรียบริมแม่น้ำไปเรื่อยๆจนมาถึงมุมหนึ่งริมน้ำที่คุ้นตา ม้านั่งสองตัวที่หันหลังให้แก่กัน  สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างและอาจจะกำลังเป็นจุดจบด้วยเช่นกัน แจจุงนั่งลงบนม้านั่งตัวที่หันหน้าสู่แม่น้ำขณะที่ยุนโฮก็นั่งอีกตัวที่หันหลังให้เหมือนเมื่อตอนที่ทั้งคู่เพิ่งพบกันหลังได้รู้ความจริงไม่มีผิด

 

 

"เหมือนตอนนั้นเลยนะ" เสียงหวานว่าพลางเอนหลังพิงพนักวางศีรษะลงบนช่องว่างระหว่างม้านั่งเช่นเดียวกันกับยุนโฮ เวลานี้ใบหน้าของทั้งคู่จึงอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ยุนโฮเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจนใกล้เพียงลมหายใจกั้น ริมฝีปากเรียวสวยราวกับกุหลาบแรกแย้มเชิญชวนให้ชายหนุ่มประทับรสสัมผัสอ่อนหวานอีกครั้งและเป็น...ครั้งสุดท้าย

 

 

"ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปงั้นเหรอ?" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาหลังถอนริมฝีปากออกมา สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทำให้นางพญาคนงามต้องหันหนีไปอีกทาง น้ำหยดหนึ่งไหลจากหางตาลงไปที่ขมับและหายไปในไรผมโดยที่ชายหนุ่มไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะแจจุงไม่อยากให้ยุนโฮรู้ว่าตัวเขากำลังอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สาเหตุของมันมาจากตัวชายหนุ่ม

 

 

"ความจริง...เป็นแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้ โลกของนายไม่เหมาะกับโลกอันแสนมืดมนของฉันหรอก..." แจจุงพยายามจะยิ้มให้กับสิ่งที่ตนเองพูด หากภาพที่ผิวน้ำกลับสะท้อนให้เห็นเพียงรอยยิ้มฝืนๆของเจ้าตัวเท่านั้น

 

 

"แจจุง...โลกของนายมันมืดมนหรือดวงตาของนายมองโลกให้มืดเองกันแน่?" คำถามของยุนโฮทำให้ร่างบางเงียบไปพักใหญ่ เรื่องที่ชายหนุ่มพูดใช่ว่าตัวนางพญาคนงามเองจะไม่เข้าใจ เพียงแต่ว่า...นี่คือเส้นทางที่เขาเลือก มองโลกทั้งใบให้เป็นสีดำแล้วฝังตัวเองลงในความมืดมิด หนีจากความเป็นจริงที่โหดร้าย ปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด

 

 

"อาจจะเป็นอย่างที่นายว่าก็ได้...ยุนโฮ" นางพญาคนงามหลับตาลงช้าๆเปลี่ยนโลกที่สว่างสดใสให้กลายเป็นเพียงความมืดมิด "แต่ว่ามันสายไปแล้ว... ฉันมาไกลเกินกว่าจะหันหลังก้าวกลับไปได้อีกแล้ว" เสียงหวานว่าเรียบๆ ก่อนความเงียบจะโรยตัวลงมาปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้น จนเหลือเพียงเสียงของสายลมยามพัดผ่าน เสียงการเคลื่อนไหวของกิ่งไม้ยามต้องแรงลม จนในที่สุดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล...

แจจุงค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ ภาพเงาที่สะท้อนลงกับพื้นดูเลือนลางแต่ก็มากพอที่จะทำให้ยุนโฮที่ก้มหน้าก้มตามองพื้นรู้ว่ามันคงถึงเวลาแล้ว นัยน์ตาสีนิลเหลือบมองร่างสูงที่ไม่ยอมหันมาด้วยแววตาเศร้าๆ

 

 

"ลาก่อน..." ริมฝีปากบางบอกลาเสียงเบาหวิวราวกับจะถูกกลืนหายไปกับสายลม ทว่าเรียวขาบางก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียวก็จำต้องหยุดชะงัก

 

 

"ถ้านายอยากหนีขนาดนั้นล่ะก็...หนีมาหาฉันได้ไหม?" แจจุงก้าวขาไม่ออกราวกับถูกตรึงไว้ด้วยคำถามเมื่อครู่พร้อมกับภาพตรงหน้าที่พร่าเลือนขุ่นมัวมากเกินกว่าที่เขาจะลืมตามองต่อไปได้ นางพญาคนงามหลับตาลงและบังคับตัวเองให้เดินออกไปอย่างรวดเร็วจนเกือบจะเป็นการวิ่งโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย

 

 

 

 

สายลมพัดหวีดหวิวพาเส้นผมสีดำอ่อนนุ่มสะบัดไหวไปตามแรงลม สองมือบางเกาะขอบปูนของสะพานไว้ ขณะที่สายตาทอดมองไปยังฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเบื้องล่าง ความสูงชันทำให้มองเห็นบุคคลที่อยู่นั่งอยู่ไกลออกไปตัวเล็กนิดเดียว

 

 

"แจจุง..." เสียงทุ้มที่เรียกขานทำให้คนที่ยืนนิ่งรู้สึกตัว ร่างบางหันกลับมาและยิ้มให้คนเรียกก่อนจะเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยืนพิงพาหนะคันหรูรออยู่อีกฝั่งของสะพาน

 

 

"ไปเถอะ" เสียงหวานว่าพลางเปิดประตูรถเข้าไปนั่งรอคนขับที่กำลังเดินมาประจำที่ก่อนจะเคลื่อนตัวแล่นออกไปอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีนิลคู่งามยังคงจับจ้องลงไปด้านล่างของสะพานอีกครั้งเพื่อมองดูนายตำรวจหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมไม่ไปไหน

 

 

ฉัน...มีเส้นทางของฉัน

นาย...มีเส้นทางของนาย

เรา...ต่างมุ่งไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน

 

 

ฉันไม่อาจจะกระโดดข้ามไปอยู่ในเส้นทางของนาย

เหมือนที่นายไม่มีวันจะข้ามมาอยู่ในเส้นทางของฉัน

เพราะแบบนั้น...ทางเดินของเราจึงเหินห่างกันออกไปทุกที

 

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้

...ต่อให้ฉันอยากจะหนีไปหานายแค่ไหนก็ตาม

 

 

.

.

.

 

 

"พวกพี่มาสายนะครับ" เหยี่ยวข่าวร่างเล็กส่งเสียงทักทายมาจากบนกิ่งก้านของต้นไม้ที่ลอยสูงเหนือศีรษะเกือบสามเมตร ก่อนจะกระโดดลงมาอยู่ตรงหน้าแจจุงกับยูชอน

 

 

"ทำเป็นพูดดีไป นายก็ไม่ได้เร็วไปกว่าพี่หรอกน่า"

 

 

"รู้ทันผมทุกทีเลย พี่น่ะ" ซองมินยักไหล่อย่างไม่คิดค้านเพราะเขาเองก็เพิ่งมาถึงก่อนได้ไม่กี่นาที แต่เมื่อเห็นว่ามีแจจุงกับยูชอนแค่สองคนขาดอัจฉริยะหนุ่มประจำองค์กรที่สมควรมาด้วยกันซึ่งยังไม่เห็นแม้แต่เงา "แล้วคิบอมล่ะฮะ?"

 

 

"ล่วงหน้าไปที่สนามบินก่อนน่ะ พวกเราก็รีบเข้าไปกันเถอะ ป่านนี้พี่จองซูรอแย่แล้ว..." ยูชอนก้มลงมองดูนาฬิกาเขากับแจจุงมาสายกว่าเวลาที่นัดกันไว้เกือบยี่สิบนาที คนมาสายอีกคนพยักหน้าตกลง ก่อนทั้งสามคนจะเดินผ่านดินผืนกว้างที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าเขียวชอุ่มและต้นไม้สูงต่ำที่ขึ้นสลับกันไปจนมาถึงหลุมฝังศพของเจ้าหญิงแห่งองค์กร ณ ที่ตรงนั้น ร่างบอบบางของนางฟ้าแห่งองค์กรนั่งคุกเข่าตรงหน้าหลุมศพ มือเรียวแตะบนแผ่นหินอ่อนสีดำราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกไปให้ร่างที่นอนหลับอย่างสงบใต้พื้นดิน

 

 

"ถ้าพี่ตัดสินใจไปให้เร็วกว่านี้ นายก็คงไม่ต้องนอนเหงาอยู่ที่นี่คนเดียวแล้ว ขอโทษนะ...จุนซู" นางฟ้าคนงามกล่าวเสียงเบาหวิวก่อนซีวอนจะช่วยพยุงร่างบอบบางให้ลุกขึ้นยืน หลังจากนั้นซองมินก็นำช่อดอกไม้ที่ซื้อติดมือมาวางไว้หน้าหลุมศพพร้อมกับโค้งตัวลงโดยไร้คำพูด แล้วหันไปช่วยเจ้าชายหนุ่มประคองจองซูด้วยอีกคน ส่วนแจจุงเองก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากก้มหน้านิ่ง ในขณะที่ร่างสูงข้างตัวกลับก้าวไปยืนหน้าหลุมศพ มือใหญ่ล้วงกระเป๋าเสื้อเพื่อจะหยิบรูปถ่ายที่ใส่ไว้ขึ้นมา แต่เมื่อจับไปพบกับความว่างเปล่า ถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายกเสื้อให้กับชางมินไป

 

 

ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะ...จุนซู

ถึงความรู้สึกของฉัน มันอาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทางนักในตอนนี้

แต่อีกไม่นาน...ฉันรู้ว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม

 

 

ขอเวลาฉันสักหน่อยนะ

แม้ว่าตอนนี้...ฉันอาจจะยังร้องไห้เมื่อนึกถึงวันคืนที่เราเคยมีกันและกัน

แต่ก็ไม่มีใครร้องไห้โดยไม่หยุดร้องหรอก...จริงไหม?

อีกไม่นานฉันก็จะทำใจได้

เชื่อฉันสิว่า...ทุกอย่างจะต้องเหมือนเดิม

 

 

...ฉันสัญญา

 

.

.

.

 

 

ผู้คนมากมายหลายหลากเชื้อชาติพากันเดินขวักไขว่อยู่เต็มพื้นที่ของท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน สนามบินประจำชาติที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก แต่สำหรับอัจฉริยะหนุ่มแห่ง DL แล้ว...มันก็ไม่ได้ดีเลิศไปกว่าสนามบินของประเทศอื่นๆสักเท่าไหร่หรอก อย่างน้อยที่สุดก็ระบบคอมพิวเตอร์ของท่าอากาศยานที่เปิดโอกาสให้เขาแทรกแซงเข้าไปเดินเล่นเที่ยวชมอย่างง่ายดายจนได้ตั๋วโดยสารไปลอนดอนไฟล์ก่อนเที่ยงวันมาครองพร้อมกับหนังสือเดินทางของปลอมที่ตรวจผ่านเครื่องยังไงก็ไม่มีทางจับได้แบบนี้มาอย่างสบายๆ ดูเหมือนที่ล่วงหน้ามาก่อนเพื่อความปลอดภัยจะไม่มีค่าอะไรเลย

 

 

คิบอมนั่งเล่นอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาเข้าบริเวณที่นั่งซึ่งถูกจัดไว้ให้อย่างใจเย็นทั้งที่เวลาขึ้นเครื่องขยับใกล้เข้ามา ขณะที่สองมือของเด็กหนุ่มก็ยังไม่ละจากโน้ตบุ๊กคู่ใจไปไหน จนไม่นานภาพจากกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งของสนามบินก็ฉายให้เห็นภาพของชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าๆเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่กำลังเดินผ่านประตูอัตโนมัติของสนามบินเข้ามาภายในอาคารพร้อมกับคนอื่นๆ ทำให้อัจฉริยะหนุ่มยิ้มออกแล้วรีบเก็บเครื่องมือคู่ใจใส่กระเป๋าและเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์สำหรับเช็คอินขึ้นเครื่อง

 

 

"อีกประมาณสี่สิบนาทีเครื่องจะออกครับ ถ้ายังไงผมว่าเช็คอินเข้าไปข้างในเลยจะดีกว่า" อัจฉริยะหนุ่มว่าเมื่อทุกคนมาถึงจุดนัดหมาย

 

 

"อืม...รีบหน่อยก็ดี เราสายกันมากแล้ว" จองซูตอบรับเป็นอันตกลง คิบอมจึงหยิบบัตรโดยสารที่อยู่ข้างในส่งให้ เพราะมัวแต่สนใจดูรายละเอียดของเที่ยวบินจึงไม่มีใครทันได้รู้สึกถึงสายตาไม่ประสงค์ดีที่ถูกส่งมาจากด้านบนเลยสักนิด

 

 

"ไปเถอะ" นางฟ้าคนงามว่าพลางค่อยๆลุกขึ้นยืนโดยมีเจ้าชายหนุ่มคอยประคองอยู่ไม่ห่าง แต่ยังไม่ทันจะได้ออกก้าวเดินขาเรียวก็จำต้องหยุดชะงักมือขวายกขึ้นรับสิ่งหนึ่งที่พุ่งแหวกอากาศมาจากด้านบน ปรากฏเป็นมีดเงินด้ามสั้นแวววับอยู่ในมือ นัยน์ตาคู่สวยตวัดขึ้นไปมองทิศทางที่มาพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆหากใบหน้าของผู้เป็นต้นเหตุที่นั่งอยู่บนราวระเบียงชั้นสองกลับทำให้จองซูพูดอะไรไม่ออกเช่นเดียวกับยูชอนที่มองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

 

 

"จุน..จุนซู" ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่เรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างยากเย็น ยูชอนไม่เข้าใจและทำอะไรไม่ถูก ในชั่วขณะที่ต่างคนต่างตกตะลึงกันอยู่นั้น คนที่ถูกเรียกด้วยชื่อเดียวกับเจ้าหญิงแห่งองค์กรก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วกระโดดลงมาจากข้างบนและพุ่งตรงเข้ามาหาจองซู ริมฝีปากเล็กนั่นกล่าวถ้อยคำที่แทบหยุดหายใจคนฟังด้วยเสียงหวานที่เหมือนกับเสียงของจุนซูอย่างไม่ผิดเพี้ยน หากน้ำเสียงที่ใช้กลับไม่อ่อนหวานดังเช่นที่เคยได้ยิน!!

 

 

"ข้อความจากนายท่าน...‘นายไม่มีทางหนีฉันพ้น อีทึก!!' " ดวงหน้าหวานซีดเผือดเมื่อได้ยินสิ่งที่ร่างเล็กกล่าว มือเรียวที่ซีวอนกุมไว้สั่นสะท้านอย่างหยุดไม่อยู่ ก่อนร่างบอบบางจะล้มลงไม่ได้สติในทันทีทันใด ขณะที่ผู้เป็นต้นเหตุยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจกับผลงานของตนเอง

 

"พี่จองซู!!" ซีวอนคว้าร่างนางฟ้าคนงามไว้ได้อย่างทันท่วงที แต่ก็เป็นโอกาสเหมาะสำหรับร่างเล็กที่กำลังจะหนี พอแจจุงเห็นก็ทำท่าว่าจะตามไป แต่ถูกยูชอนคว้าข้อมือเอาไว้ซะก่อน

 

 

"ฉันเอง! ฝากที่นี่ด้วย!" เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มบังคับสั่งเสียงเข้มก่อนจะรุดตามร่างเล็กนั้นไป ในขณะที่แจจุงได้แต่มองเพื่อนรักอย่างเป็นห่วง หากก็ทำได้ไม่นานนักเพราะทางนี้ก็มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า

 

 

 

ทางด้านยูชอนก็ไล่ตามร่างเล็กไปจนถึงลานจอดรถของสนามบิน แม้จะเป็นฝ่ายหนีมาก่อนแต่ใช่ว่าจะสู้กับความเร็วของผู้ที่ได้ชื่อว่า King แห่ง DL ได้ ไม่นานร่างเล็กก็ถูกชายหนุ่มจับตัวได้ มือใหญ่รวบข้อมือทั้งสองไขว้หลังด้วยมือเพียงข้างเดียวและผลักร่างเล็กลงไปกับพื้นโดยมือที่ว่างก็จับล็อคเรียวคอไว้พร้อมจะฆ่าได้ทุกเมื่อ

 

 

"แกไม่ใช่จุนซู! แกเป็นใคร?" เสียงทุ้มตะคอกถามลั่น นับจากวินาทีแรกจวบจนวินาทีนี้ ยูชอนมั่นใจแล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เจ้าหญิงของเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้จะเลียนแบบได้เหมือนทั้งใบหน้าและน้ำเสียงแต่ไม่มีทางจะเลียนแบบบุคลิกและท่าทางของจุนซูได้

 

 

หากคนตกเป็นรองนอกจากจะไม่ยอมพูดแล้วยังเอาแต่หัวเราะจนยูชอนต้องเพิ่มแรงบีบที่ลำคอเจ้าตัวถึงได้หยุดและตอบคำถามของชายหนุ่มเสียที

 

 

"พูดมา!"

 

 

"ซีอา..."

 

 

"นายของแกล่ะ?" ยูชอนแกล้งถามทั้งๆที่มีคำตอบอยู่ในใจว่าคงไม่พ้นเป็น ‘เขา' คนนั้นที่ทำให้นางฟ้าคนงามหวาดกลัวนักหนา ถ้าเป็นจริง...บางทีเขาคงจะเริ่มรู้สึกถึงความอันตรายของผู้ชายคนนั้นดังที่จองซูเคยว่าไว้ได้แล้ว

 

 

"หึๆ...ก็รู้อยู่แล้วนี่ จะถามไปทำไม อ่อ! เตือนไว้ก่อนนะว่ารีบปล่อยมือจะดีกว่า ฉันกำลังรีบ..."

 

 

"ขอปฏิเสธ"

 

 

"แล้วจะหาว่าไม่เตือน!" ซีอาพลิกตัวขึ้นกระชากข้อมือให้หลุดจากการจับกุมของยูชอนก่อนจะหยิบวัตถุที่มีลักษณะกลมสีหม่นๆขว้างไปหายูชอนที่รีบกระโดดหลบได้ทันในชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่วัตถุนั้นจะระเบิดออก เสียงปะทุดังลั่นจนทำหูอื้อไปหมด กลิ่นไหม้แผ่กระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับซากของสิ่งต่างๆที่เคยอยู่บริเวณนั้น กลุ่มควันค่อยๆจางหายไปพร้อมกับสัญญาณเตือนภัยที่ดังก้องไปทั่วควบคู่กับสายน้ำจากที่ดับเพลิงอัตโนมัติซึ่งถูกฉีดออกมาดับไฟ

 

 

ยูชอนนั่งหอบหายใจอยู่ไกลออกมาไม่มากนัก ถึงจะหลบได้ทันแต่ก็ยังไม่มากพอจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ มือใหญ่กุมหัวไหล่ที่มีเลือดไหลไว้แน่นแม้บาดแผลจะไม่ใหญ่นัก แต่ก็ทำเอาขยับตัวไม่ได้ไปพักใหญ่ ระหว่างนั้นชายหนุ่มก็มานึกศัตรูร่างเล็กที่หนีไปได้เขายอมรับว่าใบหน้าและน้ำเสียงของซีอาที่เหมือนจุนซูไปทุกระเบียดนิ้วทำให้หวั่นไหวไปบ้าง หากความรู้สึกที่มีมากกว่าคือความโกรธแค้น ยูชอนสาบาน...เจอกันครั้งหน้าเขาจะไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่มาเสนอหน้าด้วยใบหน้าของจุนซูได้อีก!!!

 

To Be Con...

 

 

Sakura's Talk :: เดือนนี้ว่าจะไม่ทอร์คยาว...แต่มันก็ยาวจนได้ -*- ก็อย่างที่ได้อ่านกันไปโปรดทำใจกับเอ็นซีของนังพลอยด้วย ข้าพเจ้าไร้ความสามารถเขียนได้แค่นี้แหละ เหอๆ (ผู้ช่วยฉากนี้หายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ = =) จบ

 

จากนั้นก็มาต่อด้วย อืม...ตัวละครใหม่(หน้าเก่า) ซีอา(จุนซู) ของเรานั่นเอง 55 ขออธิบายตรงนี้เลยนะค่ะ ว่าซีอากับจุนซูนี่คนละคนกัน เดี๋ยวจะมีคนเข้าใจว่าจุนซูฟื้น มันไม่ใช่อย่าน้านนน 55 ซีอาคือลูกน้องของเยซองที่เยซองสั่งให้ไปแก้ไข(?)ใบหน้าให้เหมือนกับจุนซูค่ะ ...สรุปที่อธิบายมานี่ งงกว่าเดิมอีก (คนอ่านบางคนบอก -*- )

 

อีกเรื่องมีคนบอกว่าพลอยแต่งทีไร ทำไมชอบให้เยเย่เป็นตัวร้ายทุกที ทั้งที่ดูหน้าแล้วไม่ให้(?) สาเหตุมันก็มีอยู่ว่า...เวลาคิดเรื่องพลอยจะวางตัวดีไว้ให้ครบก่อน ค่อยมาวางตัวร้ายทีหลัง ซึ่งเยซองมักเป็นบุคคลที่ถูกลืม...พอนึกขึ้นได้ทีไรก็เหลือแต่บทร้ายให้เฮียแกแล้วอ่ะ เหอๆ ทำใจนะค่ะพี่เย่ มีคนแต่งลำเอียง(สุดๆ)ก็แบบเนี่ยะ!

 

เอาล่ะ...ถึงเวลาเปิดเผยรายชื่อผู้โชคร้ายที่ต้องหายไปจากเรื่องในตอนหน้าที่ใครหลายคนอยากรู้...หรือไม่อยากกันแล้วค่ะ 555 เบ็ดเสร็จแล้ว....ห้าคนพอดิบพอดีเริ่มตั้งแต่ ซองมิน จองซู และ ผบ.ซูมาน (ที่ตายได้อย่างน่าอนาถโครต -*- ) ว่าแต่ที่มีแค่สามเพราะอีกสองคนเราจะเก็บไว้เป็นไคลแมกซ์เนื่องด้วยเป็นบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิด(มั้ง) แต่จะเป็นใครก็ตาม สรุปแล้วมันก็จะเป็น Bloody Night...สมชื่อตอนอย่างหาที่เปรียบมิได้จริงๆ หุหุ (รู้สึกไหมว่าคนแต่งมันหัวเราะแบบสะใจๆยังไงชอบกล?)

 

อ่อ...อีกอย่างตอนหน้าคนทรยศที่ทุกคนรอคอย(?)กำลังจะเปิดเผยตัว รู้หรือยังค่ะว่าใคร??

 

 

โอเค...จบแค่นี้ดีกว่า เพราะ 50 หน้าเวิร์ดกำลังรออยู่!!

 

 

[ซากุระสีรุ้งโหมด....ไร้คำบรรยาย 02.08 น. ]

 

 

 

 

Preview (?)

 

 

"ฉันทำไม่ได้...ฉันจะทำร้ายเขาคนนั้นอีกไม่ได้"

 

"ถ้าจะทรยศทั้งที ทำให้มันแนบเนียนกว่านี้หน่อยได้ไหม?"

 

"บางที...ฉันคงต้องทรยศอีกครั้งสินะ"